การเห็นโทษของโลภะ จะต้องรู้จักตัวโลภะ จริงๆ ก่อนว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา เพราะการเห็นโทษโดยการคิดนึกไม่ได้ละกิเลส คือโลภะ เพราะจะต้องละความเห็นผิดว่า เป็นเราที่มีโลภะก่อน
ต้องรู้จักโลภะก่อนที่จะละ
โลภะเป็นสภาพธรรมที่มีจริง เป็นเจตสิกธรรม ที่เป็นอกุศลเจตสิก เป็นสภาพธรรมที่ติดข้อง ยินดีพอใจ และโลภะ ก็ยังเป็นเหตุแห่งทุกข์ เป็นสมุทัย เป็นเหตุให้ไม่พ้นไปจากทุกข์ได้เพราะทำให้วนเวียนอยู่ในสังสารวัฏฏ์
โลภะ หรือ ตัณหา เมื่อเกิดขึ้น ขณะนั้น ย่อมไม่เห็นอรรถ ไม่เห็นธรรม ไม่เห็นตามความเป็นจริง เพราะ โลภะที่เกิดขึ้น ไม่มีปัญญา ขณะนั้นติดข้องและเมื่อโลภะเกิดขึ้นมีกำลังมาก ย่อมล่วงทุจริตทางกายวาจา เป็นเหตุให้ไปอบายภูมิ มีนรก เป็นต้น
โลภะ จึงเป็นเหตุแห่งทุกข์ทางกาย และทุกข์ทางใจด้วย เพราะอาศัยโลภะ เป็นปัจจัยติดข้องในสิ่งใด เมื่อพลัดพราก ก็ทำให้ทุกข์ใจประการต่างๆ มีการทำร้ายตนเอง และผู้อื่นอันเกิดจากโลภะเป็นปัจจัยโลภะยังสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ให้เกิด โลภะยังจิตให้กำเริบ โลภะเป็นภัยเกิดขึ้นในภายในพาลชนย่อมไม่รู้สึกภัยนั้น คนผู้โลภแล้วย่อมไม่รู้อรรถ คนผู้โลภแล้วย่อมไม่เห็นธรรม เมื่อใดความโลภครอบงำนรชน เมื่อนั้นนรชนนั้นย่อมมีความมืดตื้อ
โลภะ ที่เกิดขึ้น คลายช้า เปรียบเหมือนเครื่องผูกที่หย่อน แต่แก้ได้ยาก หลุดได้ยากไม่ให้หลุดไปจากสังสารวัฏฏ์ได้เลย
โลภะ เกิดขึ้น เปรียบเหมือนการตกลงไปในเหวลึก ขึ้นได้ยาก เพราะ เป็นเหวที่สัตว์ตกไปโดยมาก ที่เป็นเหว คือ โลภะ โทสะ โมหะ
ตัณหา หรือ โลภะ ยังเป็นนายช่างผู้สร้างเรือน คือ อัตภาพนี้ ให้อยู่ในสังสารวัฏฏ์ได้รับทุกข์ต่อไปไม่จบสิ้น
โลภะ เป็นทั้งครู และ ศิษย์ที่จะแนะนำ สั่งสอน ให้สัตว์โลกเดินทางผิด และ ตกไปในที่ต่ำ มีอบายภูมิ และ สังสารวัฏฏ์
การเห็นโทษของโลภะ จะต้องรู้จักตัวโลภะ จริงๆ ก่อนว่าเป็นธรรมไม่ใช่เรา เพราะการเห็นโทษโดยการคิดนึกไม่ได้ละกิเลส คือโลภะ เพราะจะต้องละความเห็นผิดว่า เป็นเราที่มีโลภะก่อน
ต้องเห็นโลภะจึงจะละโลภะได้ ต้องเข้าใจความจริง เพราะเหตุว่าไม่รู้ความจริง ด้วยความไม่รู้ก็ทำให้คิดไปต่างๆ นานา แม้แต่จะละโลภะจะพยายามทำให้โลภะไม่เกิด แต่ด้วยความไม่รู้ ขณะนั้นก็ด้วยโลภะนั่นเองที่มีความต้องการอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าไม่เห็นตัวโลภะด้วยปัญญาจริงๆ ไม่สามารถจะละได้ และการละอกุศลต้องตามลำดับขั้น ละความเห็นผิดที่ยึดถือสภาพธรรม ว่าเป็นสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่เที่ยงในขณะที่เห็น ไม่มีความรู้ความเข้าใจในสิ่งที่ปรากฏ แล้วจะละโลภะได้อย่างไร ไม่มีทางเลยเรียกว่า “ข้าม” พยายามไปทำอย่างอื่น ซึ่งไม่ใช่หนทางที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสรู้ความจริง ซึ่งละเอียด ลึกซึ้ง
โลภะ อยู่ด้วยตลอดเวลาเห็นยาก ว่าเป็นโลภะ แต่ถ้าไม่เห็นโลภะก็ละโลภะไม่ได้ ถ้าละโลภะไม่ได้ ก็จะรู้แจ้งอริยสัจธรรม ถึงการประจักษ์แจ้งนิพพานไม่ได้ ต้องละโลภะ ขณะนี้สภาพธรรมกำลังเกิดดับ แต่อวิชชาหุ้มห่อมิดชิด เพราะความไม่รู้ แล้วโลภะก็ปิดกั้นด้วย ก็ทำให้ยากต่อการที่จะรู้ความจริงของสภาพธรรม การศึกษาการเข้าใจธรรมทีละเล็กทีละน้อย จะทำให้ค่อยๆ คลายอวิชชา ความไม่รู้กับโลภะ เพราะว่ารู้เมื่อไรก็ต้องตรงข้ามกับความไม่รู้.